1) Heavy Duty Hub คืออะไร และทำไมต้องออกแบบเฉพาะทาง
“Heavy Duty Hub” ไม่ใช่แค่โกดังใหญ่ ๆ แต่คือ ศูนย์ซ่อม + โกดังอะไหล่ + ลานเครื่องจักร ที่ออกแบบให้รองรับ โหลดหนัก, งานสกปรก/น้ำมัน, งานยก และ การหมุนเวียนรถบรรทุก/Low-bed ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ธุรกิจเปิดใช้งานได้เร็ว และไม่เสียเงินซ้ำกับการแก้ไขภายหลัง
- Flow งาน: รับเครื่อง → ตรวจสภาพ → ซ่อม → ทดสอบ → ส่งมอบ
- Flow อะไหล่: Inbound → เก็บ → จัดชุด/หยิบ → จ่ายงาน → Dispatch
- Flow รถ: รถเทรลเลอร์/Low-bed/รถยก ต้องเข้า-ออกได้จริง
- ช่วงเสากว้าง จัดช่องซ่อมเป็นแถว
- ปรับ Bay/ความสูง/ประตูได้ตามเครื่องจริง
- รองรับเครน/รอกได้ (เมื่อออกแบบตั้งแต่ต้น)
- ขยายเฟสง่าย ลด downtime ตอนโตธุรกิจ
2) Program พื้นที่: ซ่อม-อะไหล่-ลาน-สำนักงาน-สวัสดิการ
เริ่มต้นด้วย “รายการพื้นที่” (Space Program) ให้ครบ แล้วค่อยวางผัง จะช่วยกันปัญหาหน้างานและคุมงบได้ดีมาก แนะนำคิดเป็น 5 กลุ่มหลัก:
3) Site Planning: ทางเข้า/ทางวิ่ง/วงเลี้ยว/ลานจอด/ลานทดสอบ
ศูนย์เครื่องจักรหนักมักเสียต้นทุนจาก “การเคลื่อนที่” มากกว่าที่คิด หากทางวิ่งไม่พอ รถต้องถอยหลายจังหวะ หรือเข้าออกชนกัน จะทำให้เวลาเสียและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
- รถลูกค้า/รถพนักงาน (เบา) แยกจากรถเทรลเลอร์/Low-bed
- จุดรับเครื่อง (Check-in) ใกล้ Workshop แต่ไม่ชนทางหลัก
- กำหนดทิศทาง one-way ลดการตัดกัน
- ลานจอดเครื่องจักรควรมีพื้นที่กลับลำ + ทางหนีไฟ
- พื้นลานต้องคุมการทรุด/น้ำขัง (สำคัญกับตีนตะขาบ)
- เผื่อจุดล้างโคลน + ดักตะกอน/น้ำมัน
4) ออกแบบอาคาร PEB สำหรับศูนย์ซ่อม (Bay, Crane, Clear Height)
โครงสร้าง PEB ที่ดีสำหรับงานซ่อมเครื่องจักรหนัก ต้องถูกออกแบบจาก กระบวนการซ่อมจริง ไม่ใช่เริ่มจาก “ขนาดอาคารสวย ๆ” ประเด็นที่ต้องกำหนดตั้งแต่ต้น:
5) พื้นและฐานราก: รับโหลดหนักจริง ลดร้าว ลดฝุ่น ลดหยุดงาน
พื้นของศูนย์เครื่องจักรหนักเจอทั้ง แรงกดสูง (ตีนตะขาบ/ล้อ), แรงจุด (ขาตั้ง/แจ็ค), แรงกระแทก และ สารเคมี/น้ำมัน หลักการคือ “แยกโซนตามโหลด” แล้วกำหนดสเปกให้เหมาะ ไม่ใช่เทหนาเท่ากันทั้งไซต์
- Workshop Bay: โหลดจุด/งานยก/เครื่องมือหนัก
- Wash Bay: น้ำ + โคลน + น้ำมัน ต้องมี slope และดักแยก
- Yard: การทรุด/น้ำขัง/ผิวทางสำหรับตีนตะขาบ
- Parts Warehouse: ชั้นวางพาเลท/รถยก → ต้องคุมความเรียบ
- ชั้นรองพื้น (Subbase) ไม่แน่น → ทรุด/แตก
- รอยต่อ (Joint) ไม่ถูกต้อง → แตกบิ่น/ฝุ่น
- การบ่มไม่ดี → ผิวลอก/แตกร้าว
- ไม่มีระบบกันน้ำมัน/สารเคมี → สึกเร็ว
6) ระบบงาน (MEP): ไฟ, ลม, น้ำ, ระบายน้ำมัน, Compressed Air
ศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนักเป็น “โรงงานขนาดย่อม” ระบบต้องออกแบบให้รองรับงานจริง เช่น งานเชื่อม/เจียร, อุปกรณ์ยก, ปั๊มลม, เครื่องมือไฟฟ้า, ระบบล้าง และการจัดการน้ำมัน/ของเสีย
- Wash Bay ควรมี slope + trench drain
- ติดตั้ง Oil-water separator ลดน้ำมันลงท่อ
- แยกน้ำฝนกับน้ำเสีย ลดภาระบำบัด
- งานละเอียดต้องใช้ Lux สูงกว่าโกดังทั่วไป
- ลดเงามืดใน Bay (จัด layout โคม)
- ไฟภายนอกลานช่วยลดอุบัติเหตุตอนกลางคืน
7) ความปลอดภัย-กฎหมาย-สิ่งแวดล้อม: ทำให้ผ่านตั้งแต่แรก
ศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนักเกี่ยวข้องกับ น้ำมัน, สารเคมี, งานเชื่อม (Hot Work), แบตเตอรี่, ของเสียอันตราย จึงควรวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่ม เพื่อเลี่ยง “โดนสั่งแก้” หรือ “หยุดใช้งาน” ซึ่งมีต้นทุนสูงมาก
8) ระบบคลังอะไหล่: Inbound → Storage → Pick → Dispatch
โกดังอะไหล่ที่ดีต้อง “หยิบไว-ไม่หาย-ตรวจนับง่าย” โดยเฉพาะอะไหล่หนัก/ราคาสูง เช่น ชุดไฮดรอลิก, ปั๊ม, มอเตอร์, ชิ้นส่วนช่วงล่าง แนวทางที่ใช้ได้จริง:
- Fast Moving: ใกล้ Counter/จ่ายงาน
- Heavy Parts: ใกล้ประตู/มีอุปกรณ์ยก
- Small Parts: Bin/ตู้/ชั้นย่อย
- Hazard: สารเคมี/แบตเตอรี่ แยกและควบคุม
- Receiving + QC (ตรวจรับ/ติดป้าย)
- Put-away (เก็บเข้าที่) ลดทางตัดกัน
- Picking/Kit (จัดชุดซ่อม) ใกล้ Workshop
- Dispatch (ส่งออก) แยกจาก Receiving ถ้าปริมาณมาก
9) เผื่อขยายเฟส + Value Engineering แบบมืออาชีพ
Heavy Duty Hub มักโตจาก “ศูนย์ซ่อมเล็ก” ไปเป็น “ศูนย์กลางบริการ” หรือเพิ่มบริการให้เช่า/ซ่อมภาคสนาม ดังนั้นแบบควรเตรียมเผื่อขยายไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้เฟส 2–3 ทำได้เร็วและคุมต้นทุนได้
- ขยายจำนวน Service Bay (ต่อเติมด้านข้าง/ด้านท้าย)
- เพิ่มคลังอะไหล่/พื้นที่จัดชุด (Kit Area)
- เพิ่มลานจอด/ลานทดสอบ พร้อมระบบระบายน้ำ
- เผื่อพื้นที่ติดตั้งเครน/รางเครนในอนาคต
- เลือกสเปก “ให้พอดีงาน” ด้วยข้อมูลโหลดจริง
- แยกโซนพื้นหนัก/พื้นมาตรฐาน ลดงบรวม
- ออกแบบระบบให้ดูแลง่าย ลด OPEX ระยะยาว
- วาง Phase plan ลดกระทบ Operation
10) Quick Estimator: คำนวณพื้นที่ซ่อม/อะไหล่/ลานแบบเร็ว
เครื่องมือด้านล่างช่วย “ประเมินพื้นที่ขั้นต่ำ” เพื่อคุยทีมออกแบบ/ผู้รับเหมาได้ชัดขึ้น (เป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่แบบโครงสร้าง)
10.1 พื้นที่ Workshop (Service Bays)
10.2 พื้นที่ Parts Warehouse (จากจำนวนพาเลท)
10.3 พื้นที่ Yard (ลานจอด/ลานรอ)
11) Checklist + ขอบเขตงาน (RFP) ที่ควรระบุใน RFQ
เพื่อให้ได้ราคาและแบบที่เทียบกันได้ แนะนำระบุข้อมูลให้ครบในเอกสารขอราคา/ขอข้อเสนอ:
- ชนิดเครื่อง, น้ำหนัก, มิติ, จุดรับแรง (ล้อ/ตีนตะขาบ)
- จำนวนคันเข้าออก/วัน และเวลารอซ่อม
- มีเครน/รอก/ลิฟต์ซ่อมหรือไม่ (SWL)
- งานล้าง/งานน้ำมัน/งานเชื่อม/งานสี มีหรือไม่
- ขนาดที่ดิน/แนวเขต/ทางเข้า/ระดับดิน
- ข้อกำหนดเทศบาล/ผังเมือง/ระยะร่น
- สภาพดินเบื้องต้น (ถ้ามี) / จุดน้ำท่วม
- ระบบไฟฟ้า/น้ำ/ท่อสาธารณะใกล้เคียง
- โซนพื้นหนัก/พื้นมาตรฐาน (แยกโซน)
- ผิวหน้า: กันฝุ่น/กันสึก/กันสารเคมี
- ความเรียบในคลังอะไหล่ (สำหรับรถยก/ชั้นวาง)
- ระบบรอยต่อ (Joint) และการบ่ม (Curing)
- Power load, ปั๊มลม, Exhaust, ระบบระบายควัน
- Oil-water separator, ระบบบำบัด/ท่อระบาย
- Fire safety, Storage สารเคมี, ป้าย/ทางหนีไฟ
- เอกสาร QC/Inspection/Test ที่ต้องส่งมอบ
12) FAQ คำถามยอดฮิตก่อนสร้างศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนัก
ศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนักควรมีความสูงอาคารเท่าไร?
โดยทั่วไปต้องดูชนิดเครื่องจักรและรูปแบบงานซ่อม หากมี Overhead Crane/รอกยก, งานยกชิ้นส่วนสูง หรือรถบรรทุก Low-bed เข้าออกบ่อย มักออกแบบให้มีความสูงใต้ท้องโครง (Clear Height) มากพอ และเผื่อช่องเปิดประตูสูง-กว้างตามรถ/เครื่องจริง การกำหนดต้องอิงข้อมูลหน้างานและแบบอุปกรณ์
พื้นแบบไหนเหมาะกับรถตีนตะขาบและงานยกหนัก?
ต้องประเมินแรงกดที่พื้น (contact pressure) + แรงจุด (point load) จากขาตั้ง/แจ็ค/ขาเครน และเลือกระบบพื้น Slab on Grade พร้อมชั้นรองพื้น และรายละเอียด Joint/การบ่มที่เหมาะสม บางพื้นที่ควรเพิ่มความหนา/เหล็กเสริม/ไฟเบอร์ และทำ Hardener/Coating ตามสภาพใช้งาน
ควรแยกโซนงานสกปรก/งานอันตรายอย่างไร?
แนะนำแยก Wash Bay, งานล้างคราบน้ำมัน, งานเชื่อม-เจียร (Hot Work), ห้องสี/พ่นสี, ห้องแบตเตอรี่/ชาร์จ และคลังสารเคมีออกจากโซนอะไหล่และสำนักงาน พร้อมระบบระบายอากาศ-ดักจับไอระเหย/ฝุ่น และแนวกันไฟตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
สร้างแบบ PEB ได้เปรียบอะไรสำหรับศูนย์ซ่อม?
PEB ให้ช่วงเสากว้าง วางช่องซ่อมเป็นแถวได้ดี ปรับระยะ Bay/ความสูง/รองรับเครนได้ และขยายเฟสในอนาคตง่ายกว่า เมื่อออกแบบโดยวิศวกรและบริหารงานแบบ Design & Build จะคุมเวลาและงบได้แม่นยำขึ้น
Prime Build ช่วยอะไรได้บ้างตั้งแต่เริ่มจนจบ?
ช่วยตั้งแต่เก็บ Requirement, วางผังไซต์-Workflow, ออกแบบโครงสร้าง PEB/พื้น/MEP, ทำ BOQ/Value Engineering, ขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง, ก่อสร้างและ QC จนส่งมอบ พร้อมเอกสารและคำแนะนำการใช้งาน
13) ปรึกษาทีม Prime Build (ประเมินเบื้องต้นฟรี)
หากคุณต้องการสร้างศูนย์ซ่อม/โกดังเครื่องจักรหนักที่ “เปิดใช้งานได้จริง” และคุมงบ-คุมเวลาได้ Prime Build พร้อมช่วยตั้งแต่ วางผัง Flow ไปจนถึง ออกแบบ PEB/พื้น/MEP และก่อสร้างพร้อม QC
- ชนิด/ขนาด/น้ำหนักเครื่องจักรหลัก + จำนวนคัน
- จำนวนช่องซ่อมที่ต้องการและรูปแบบงาน
- ความต้องการคลังอะไหล่ (พาเลท/ชิ้นส่วนหนัก)
- พื้นที่ที่ดินและทำเล (แผนที่/พิกัด)
อีเมล: primebuildplus@gmail.com
LINE OA: @545btxte
หรือกดปุ่มด้านล่างเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์หลัก