e-Book #5 • Legal & Permits ก่อนเริ่มงาน

กฎหมาย/ใบอนุญาตก่อนตอกเสาเข็ม: ทำไมต้องรู้ก่อนเริ่ม? (ลดเสี่ยง ถูกสั่งหยุดงาน)

รวมภาพใหญ่–เช็กลิสต์–Roadmap การเตรียมเอกสารและการประสานงานก่อนเริ่มงานเสาเข็ม เพื่อให้โครงการโกดัง/โรงงาน/สำนักงาน/ศูนย์กระจายสินค้า เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงถูกสั่งหยุดงาน และคุมเวลา–งบประมาณได้จริง

✅ เช็กลิสต์เอกสารก่อนเริ่ม✅ Roadmap ลดโอกาสถูกสั่งหยุด✅ เหมาะกับโกดัง/โรงงาน/DC
กฎหมาย/ใบอนุญาตก่อนตอกเสาเข็ม

1) ทำไม “ก่อนตอกเสาเข็ม” ต้องคุยเรื่องกฎหมายก่อน

โครงการอาคารอุตสาหกรรม/พาณิชยกรรม (โกดัง, โรงงาน, DC, สำนักงาน, Clean Room, ห้องเย็น) มักมี “เงื่อนไขกฎหมาย” ซ้อนอยู่หลายชั้น ตั้งแต่ข้อจำกัดผังเมือง ไปจนถึงมาตรการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อ แบบก่อสร้าง และ งบ โดยตรง

เหตุผลที่ต้องจัดการให้ชัดก่อนเริ่มฐานราก เพราะ “ฐานราก” เป็นจุดที่แก้ย้อนกลับยากและแพง หากเริ่มไปแล้วพบว่าแบบต้องปรับ (เช่น ระยะร่นผิด, ทางหนีไฟไม่พอ, ระบบบำบัด/ดับเพลิงต้องเพิ่มห้อง/ถัง/ท่อ) จะเกิดต้นทุนแฝงทันที

  • สั่งหยุดงาน โดนระงับงานชั่วคราวเพราะเอกสารไม่ครบ/ถูกร้องเรียน
  • แก้แบบกลางทาง แก้ผัง/ระดับ/โครงสร้าง/ระบบ ทำให้ฐานราก “ไม่ตรง”
  • ดีเลย์เปิดใช้งาน เปิดโรงงานไม่ทัน สูญเสียรายได้/สัญญา
  • งบปลายบาน ค่าแก้ไข + ค่าแรงรอ + ค่าเช่า + ดอกเบี้ย + ค่าเสียโอกาส
แนวคิดสำคัญ: “ขออนุญาต” ไม่ใช่งานท้ายสุด แต่เป็นส่วนของการวางแผนตั้งแต่วันแรก เพราะมันกำหนดว่าอาคารจะ “ออกแบบได้แค่ไหน” และ “ต้องมีระบบอะไรบ้าง”

2) ภาพใหญ่ของการขออนุญาต: ใครเกี่ยวข้องบ้าง

โดยทั่วไป โครงการอาคารประเภทนี้มักเกี่ยวข้องกับ 3 กลุ่มหลัก (รายละเอียดจริงแตกต่างตามพื้นที่และประเภทกิจการ):

เอกสารและการยื่นคำขออนุญาต
ท้องถิ่น/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยื่นอนุญาตก่อสร้าง, ตรวจแบบ, ตรวจรับอาคาร
โรงงานและการกำกับดูแล
หน่วยงานกำกับกิจการ/โรงงาน ข้อกำหนดตามประเภทกิจการ, ความปลอดภัย, สิ่งแวดล้อม
ผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ผังเมือง/การใช้ประโยชน์ที่ดิน สีผังเมือง, ระยะร่น, ความสูง, ข้อจำกัดเฉพาะพื้นที่

หลักปฏิบัติที่ดีที่สุดคือ “กำหนดกรอบโครงการ” ให้ชัดก่อนเริ่มออกแบบจริง: ที่ตั้ง + ประเภทกิจการ + ขนาด + ระบบพิเศษ (เช่น ห้องเย็น/Clean Room/สารเคมี/เครื่องจักรหนัก) แล้วให้ทีมออกแบบ-วิศวกรจัด Roadmap เอกสารให้ตรงเป้า

3) เช็กลิสต์ข้อมูล/เอกสารที่ควรเตรียม (ฉบับเจ้าของโครงการ)

ถ้าคุณเตรียม “ข้อมูลชุดนี้” ครบ การทำแบบและการยื่นเอกสารจะเร็วขึ้น และลดการแก้ไขซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ

หมวดข้อมูล ตัวอย่างเอกสาร/ข้อมูล
1) ข้อมูลที่ดิน โฉนด/เอกสารสิทธิ, แนวเขต, ภาระจำยอม, ทางเข้า-ออก, ระดับพื้นที่, ประวัติน้ำท่วม/น้ำหลาก (ถ้ามี)
2) ข้อจำกัดพื้นที่ สีผังเมือง, ระยะร่น, ข้อจำกัดความสูง, ข้อกำหนดเขตควบคุมอาคาร/ถนน/คลอง (แล้วแต่ท้องที่)
3) ประเภทกิจการ การผลิต/เก็บ/กระจายสินค้า, สารเคมี/วัตถุไวไฟ (ถ้ามี), จำนวนพนักงาน, ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
4) โปรแกรมการใช้งาน พื้นที่ผลิต/โกดัง/สำนักงาน, จำนวน Dock, Flow รถบรรทุก, ความสูงใช้งาน, เครน/ชั้นลอย
5) สาธารณูปโภค ไฟฟ้า (kVA), น้ำ (m³/วัน), น้ำเสีย/บำบัด, อากาศอัด/ไอน้ำ/แก๊ส, ห้องเย็น (ถ้ามี)
6) ความปลอดภัยอัคคีภัย ระดับความเสี่ยงไฟ, ทางหนีไฟ, สัญญาณเตือน, ระบบดับเพลิง/สปริงเกลอร์ (ตามความเสี่ยงและสเปกประกัน)
7) สิ่งแวดล้อม เสียง/ฝุ่น/กลิ่น, ของเสีย, น้ำทิ้ง, มาตรการลดผลกระทบ (ตามประเภทกิจการ)
8) เป้าหมายเวลา วันเริ่มงาน/วันเปิดใช้งาน, แผนย้ายสินค้า/ย้ายไลน์ผลิต, เงื่อนไขสัญญาเช่า/ลูกค้า
9) งบประมาณ งบรวม/งบระบบ, ระดับสเปกวัสดุ, เป้าหมายประหยัดพลังงาน/ESG
10) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เจ้าของที่ดิน/ผู้เช่า, ผู้อนุมัติภายใน, ที่ปรึกษา GMP (ถ้ามี), ผู้ผลิตเครื่องจักร, ผู้ตรวจประกัน
Tip: ถ้ายังไม่มีแบบเลย ให้เริ่มด้วย “ที่ตั้ง + ขนาดคร่าว ๆ + ประเภทกิจการ + เป้าหมายเปิดใช้งาน” แล้วทำ Concept ที่ “ยื่นได้จริง” ก่อน จะช่วยลดการวกกลับแก้แบบได้มาก

4) ใบอนุญาต/การพิจารณาที่พบบ่อย (ตามประเภทอาคาร)

รายการด้านล่างเป็น “กรอบคิดแบบใช้งานจริง” เพื่อให้คุณคุยกับทีมออกแบบและผู้รับเหมารู้เรื่องเร็ว (รายละเอียดจริงแตกต่างตามท้องที่/กิจการ)

4.1 โกดัง/ศูนย์กระจายสินค้า (Warehouse / DC)

  • ตรวจผังเมือง/ข้อจำกัดพื้นที่: ระยะร่น, ความสูง, ทางเข้า-ออก, แนวเขต
  • แบบเพื่อขออนุญาตก่อสร้าง: สถาปัตย์/โครงสร้าง/ระบบหลัก
  • ความปลอดภัยอัคคีภัย: ทางหนีไฟ, ระยะหนีไฟ, สัญญาณเตือน, ระบบดับเพลิง (ตามความเสี่ยง/สเปกประกัน)
  • งานจราจรหน้างาน: Dock, จุดกลับรถ, ความปลอดภัยรถหนัก

4.2 โรงงานผลิต (Factory) / โรงงานมีเครื่องจักร

  • นอกจากอนุญาตก่อสร้าง ต้องพิจารณา “ข้อกำหนดตามประเภทกิจการ” และระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม
  • ระบบบำบัด/ระบายอากาศ/ของเสีย: ผูกกับแบบตั้งแต่ต้นเพื่อคุมงบ
  • เตรียมพื้นที่สำหรับงานตรวจรับ/การทดสอบระบบ (Commissioning) เพื่อไม่ให้สะดุดช่วงเปิดใช้งาน

4.3 Clean Room / ห้องเย็น / อาหาร/ยา/สมุนไพร

  • โซนและ Flow: คน-วัตถุดิบ-สินค้า ต้องชัดตั้งแต่ Concept
  • MEP เฉพาะทาง: AHU/HEPA, ความดัน, ฉนวน/กันชื้น, ระบบควบคุมอุณหภูมิ
  • มาตรฐานธุรกิจ (เช่น GMP/มาตรฐานคุณภาพ): ต้อง “ออกแบบให้รองรับ” ตั้งแต่แรก ไม่ใช่ค่อยแก้ทีหลัง
สรุป: ใบอนุญาตไม่ได้เป็นงานเอกสารอย่างเดียว แต่เป็น “ข้อกำหนดต้นทางของแบบ” ซึ่งกำหนดทั้งงบและเวลา

5) Roadmap ลำดับงานแนะนำ ให้โครงการเดินไว

ถ้าต้องการลดโอกาส “ทำไปแล้วค่อยแก้” ให้ใช้ Roadmap นี้เป็นแกนในการคุยกับทีมงาน

Phase เป้าหมาย Deliverables
A) Feasibility
1–2 สัปดาห์
เช็คข้อจำกัดพื้นที่/ความเสี่ยงกิจการ/ระบบหลัก เพื่อไม่ให้แก้ทีหลัง Risk Map + ข้อจำกัดหลัก
B) Concept
2–4 สัปดาห์
ทำผังใช้งานจริง + วางระบบหลัก + ประเมินงบ/เวลา Concept Plan + งบประมาณระดับโครงการ
C) Permit Set
4–8 สัปดาห์
จัดทำแบบและเอกสารสำหรับยื่นขออนุญาต ลดการตีกลับ Permit Package
D) Pre-Construction
2–6 สัปดาห์
Shop Drawing, แผนงาน, แผนคุณภาพ, แผนความปลอดภัย Construction Package
E) Start Foundation เริ่มงานฐานรากอย่างมั่นใจ เพราะเงื่อนไขหลักล็อกครบแล้ว เริ่มงานได้ ลดโอกาสหยุดงาน
คำจำง่าย ๆ: “ออกแบบเพื่อขออนุญาต” ต้องเกิดก่อน “ออกแบบเพื่อสร้าง” เสมอ ไม่อย่างนั้นโครงการจะวกกลับ

6) เจาะลึกหัวข้อที่ทำให้ “ติดอนุญาต” บ่อยที่สุด

6.1 ผังเมือง/ข้อจำกัดพื้นที่: จุดที่ทำให้ต้อง “ลดขนาด” หรือ “แก้ผัง”

  • ความกว้างถนน/ทางเข้า-ออก และความปลอดภัยจราจรสำหรับรถหนัก
  • ระยะร่นจากแนวเขตที่ดิน/ทางสาธารณะ/แหล่งน้ำ (ขึ้นกับพื้นที่)
  • ความสูงอาคารและองค์ประกอบบนหลังคา (เช่น ห้องเครื่อง/ปล่อง/ถัง)

6.2 ทางหนีไฟ/การแบ่งโซน: จุดที่ทำให้ระบบ MEP “บาน”

  • จำนวนและตำแหน่งประตูหนีไฟ
  • ระยะทางหนีไฟและการแบ่งโซนป้องกันไฟ
  • การเตรียมพื้นที่ระบบดับเพลิง: ห้องปั๊ม/ถังน้ำ/ท่อเมน

6.3 น้ำเสีย/บำบัด/ของเสีย: จุดที่หลายโครงการ “ลืม” ตอนทำงบ

  • ปริมาณใช้น้ำและน้ำทิ้งจริง (ตามกระบวนการผลิต)
  • โซนบำบัด/บ่อพัก/การระบาย ไม่ควรไปชนพื้นที่สำคัญหรือทางรถ
  • แผนจัดการของเสียและความปลอดภัย (ถ้ามีสารอันตราย)
วิธีคิดแบบคุมงบ: ให้ทีมออกแบบสรุป “ข้อกำหนดที่บังคับต้องมี” (Must-Have) แยกจาก “สเปกเพิ่มมูลค่า” (Nice-to-Have) แล้วทำ Value Engineering ก่อนเริ่มก่อสร้างจริง

7) ความเสี่ยง/ต้นทุนแฝง และวิธีป้องกัน

เจ้าของโครงการมักเสียเงินเพิ่มไม่ใช่เพราะ “ราคาก่อสร้างแพง” แต่เพราะ “การตัดสินใจผิดจังหวะ” เช่น เริ่มงานเร็วโดยเอกสารไม่พร้อม หรือทำแบบไม่ผูกกับข้อกำหนดจริงตั้งแต่ต้น

7.1 เริ่มงานโดยแบบ/เอกสารยังไม่ครบ

  • ผลกระทบ: หยุดงาน, แก้แบบ, งานฐานรากไม่สอดคล้องกับแบบที่ยื่น/อนุมัติ
  • วิธีป้องกัน: ทำ “Pre-Start Checklist” ก่อนเริ่มฐานรากทุกครั้ง (เอกสาร+แบบ+แผนงาน+ความปลอดภัย)

7.2 เลือกที่ดินโดยไม่เช็คข้อจำกัด

  • ผลกระทบ: ลดขนาด, เปลี่ยนผัง, เพิ่มระบบ/งานแก้ — ทำให้งบรวมสูงกว่าเดิม
  • วิธีป้องกัน: ทำ Feasibility สั้น ๆ ก่อนลงทุนจริงทุกครั้ง

7.3 ระบบอัคคีภัย/MEP ถูกวางทีหลัง

  • ผลกระทบ: เจาะ/รื้อ/แก้เส้นทางท่อ, เพิ่มห้องเครื่อง, เสี่ยงตรวจรับไม่ผ่าน
  • วิธีป้องกัน: วาง MEP ร่วมกับสถาปัตย์ตั้งแต่ Concept และล็อกพื้นที่ระบบสำคัญก่อนออกแบบละเอียด
สรุปแบบธุรกิจ: สิ่งที่ทำให้โครงการ “หยุด” คือสิ่งที่แพงที่สุดเสมอ เพราะมันกินทั้งเวลาและโอกาสทางรายได้

8) แนวทาง Prime Build: ทำให้ “ถูกกฎหมาย + คุ้มงบ” ในงาน PEB

Prime Build ออกแบบกระบวนการให้เจ้าของโครงการไม่ต้อง “ไล่ตามงานเอกสาร” และลดการแก้ไขหน้างาน ด้วยกรอบทำงาน 5 ขั้น ที่เหมาะกับงาน PEB Design & Build สำหรับโกดัง/โรงงาน/DC:

  • Step 1: Feasibility & Risk Map — เช็คข้อจำกัด/ความเสี่ยงตั้งแต่ต้น
  • Step 2: Concept ที่ยื่นได้จริง — วางผัง+ระบบให้สอดคล้องข้อกำหนด
  • Step 3: Permit Package — จัดทำเอกสาร/แบบยื่นแบบเป็นระบบ ลดตีกลับ
  • Step 4: Cost Control & Value Engineering — คุมงบโดยไม่ลดมาตรฐานความปลอดภัย
  • Step 5: Construction Readiness — ตรวจความพร้อมก่อนเริ่มฐานราก ลดเสี่ยงหยุดงาน
สิ่งที่เจ้าของโครงการได้จริง: “แบบ-เอกสาร-งบ-แผนเวลา” เดินไปด้วยกัน ลดความเสี่ยงแก้ซ้ำ และเปิดใช้งานได้ตามแผน

9) Q&A ที่เจ้าของโรงงานถามบ่อย

Q1: ถ้ายังไม่พร้อมยื่นอนุญาตทั้งหมด เริ่มปรับพื้นที่/ทำรั้ว/ถมดินได้ไหม?

หลักที่ปลอดภัยคือ “ทำเฉพาะงานที่ไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงแก้ย้อนกลับ” และไม่ขัดกับแบบที่จะยื่น (เช่น ระดับดิน/แนวรั้ว/ทางระบายน้ำ/แนวเข้า-ออก) แต่ควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ก่อนเสมอ เพราะเงื่อนไขแตกต่างกัน

Q2: ถ้าอยากให้โครงการเสร็จเร็ว ควรเริ่มจากอะไรก่อน?

เริ่มจาก ที่ตั้ง + ประเภทกิจการ + ขนาดคร่าว ๆ แล้วทำ Feasibility เพื่อเช็คข้อจำกัดหลัก จากนั้นทำ Concept ที่ “ยื่นได้จริง” พร้อมประเมินงบและแผนเวลา จะทำให้โครงการเดินเร็วกว่าเริ่มสร้างก่อนแล้วค่อยแก้เอกสาร

Q3: ทำไมงบ “งานระบบ” ชอบบานปลาย?

เพราะวางระบบทีหลัง ทำให้ต้องแก้ผัง/เพิ่มห้องเครื่อง/เพิ่มถัง/เพิ่มท่อเมน/เพิ่มงานกันไฟ ฯลฯ ทางแก้คือวาง MEP ตั้งแต่ Concept และทำ Value Engineering ก่อนเริ่มก่อสร้างจริง

Q4: ถ้าก่อสร้างไปแล้ว แต่เอกสารไม่ครบ จะเกิดอะไรขึ้น?

ความเสี่ยงหลักคือถูกสั่งหยุดงานหรือถูกบังคับให้แก้ไขให้สอดคล้องข้อกำหนด ซึ่งทำให้เสียทั้งเวลาและงบ แนวทางที่ถูกต้องคือทำ “ตรวจความพร้อมเอกสาร” ก่อนเริ่มงานฐานรากเสมอ โดยเฉพาะโครงการที่มีระบบเฉพาะทาง

10) ขอคำปรึกษา/ตรวจความพร้อมเอกสารก่อนเริ่มงาน

หากคุณต้องการให้ทีม Prime Build ช่วย “ตรวจความพร้อม” ก่อนเริ่มฐานราก เราจะโฟกัส 3 เรื่อง: (1) ข้อจำกัดพื้นที่ (2) ความสอดคล้องของแบบและระบบ (3) Roadmap เอกสารและแผนเวลา

เตรียมก่อนคุย 5 อย่าง: (1) ที่ตั้งโครงการ (2) ขนาดคร่าว ๆ (3) ประเภทกิจการ (4) เป้าหมายเปิดใช้งาน (5) ระบบพิเศษ (ถ้ามี)

ส่งข้อมูลโครงการให้ทีมงานติดต่อกลับ คุยผ่าน LINE OA (@545btxte) อ่าน e-Book เล่มอื่น