\1
Cover: การออกแบบ Layout โกดัง/DC
ภาพรวมเชิงธุรกิจ

1) ทำไม Layout ถึงทำให้ “กำไร” ต่างกัน

ในโลกโลจิสติกส์และคลังสินค้า “ต้นทุน” จำนวนมากไม่ได้เกิดจากค่าก่อสร้าง แต่เกิดจาก “การปฏิบัติการรายวัน” เช่น ระยะเดิน/ระยะวิ่งรถยก, เวลาเทียบรถ, การคัดแยกผิดพลาด, ความเสียหายสินค้า, และอุบัติเหตุ ซึ่งทั้งหมดนี้มักย้อนกลับมาที่คำถามเดียว: ผังงาน (Layout) รองรับ Flow จริงหรือไม่

สัญญาณว่า Layout “ไม่ดี” (และมักทำให้ค่าใช้จ่ายบาน)
  • รับเข้า/จ่ายออกตัดกันหน้าด็อก (คน+รถ+สินค้าแย่งพื้นที่)
  • โซน Staging เล็กไป จนต้องกองของในทางเดิน
  • ทางรถยกต้องย้อนกลับ/วนอ้อม เกิด “คอขวด” ที่ทางแคบ
  • ป้าย/เส้นทางไม่ชัด เกิด Picking ผิด/จัดเก็บผิด
  • พื้นที่ขยายในอนาคตไม่มี ทำให้ต้องย้ายโกดังเร็วกว่าคาด
ผลลัพธ์ที่ Layout “ดี” ควรทำได้
  • ระยะเคลื่อนย้ายสั้นลงและสม่ำเสมอ (Predictable)
  • แยกเส้นทาง “คน” กับ “รถยก/รถบรรทุก” ชัดเจน
  • Dock/Yard รองรับช่วงพีค ลดเวลารอคิวรถ
  • ปรับเปลี่ยนได้ตามการเติบโต (Modular / Scalable)
  • รองรับมาตรฐานความปลอดภัย + ไฟไหม้ + การอพยพ
Dock-to-Stock Timeเวลาจากรับเข้า → จัดเก็บ
Order Cycle Timeเวลาจากรับออเดอร์ → ส่งออก
Travel Distanceระยะทางเฉลี่ยคน/รถยกต่อบิล
Damage / Mis-pickอัตราเสียหาย/หยิบผิด
Peak Throughputปริมาณงานช่วงพีคที่ทำได้จริง
ภาพตัวอย่างคลังสินค้าและทางเดินรถยก
Design Inputs

2) ข้อมูลตั้งต้นที่ต้องเก็บก่อนเริ่มวางผัง (สำคัญกว่าที่คิด)

การออกแบบ Layout ที่แม่นยำ เริ่มจาก “ข้อมูล” ไม่ใช่ “สเก็ตช์” เพราะ Layout ที่ดีคือคำตอบของโจทย์ 3 เรื่อง: ปริมาณงาน (Volume), รูปแบบออเดอร์ (Order Profile), และ ข้อจำกัดพื้นที่/รถ/อุปกรณ์

กลุ่มข้อมูล ต้องเก็บอะไร ทำไมสำคัญ ถ้าไม่มีจะเกิดอะไร
สินค้า (SKU) ขนาด/น้ำหนัก, หน่วยจัดเก็บ (พาเลท/กล่อง/ชิ้น), เงื่อนไข (อุณหภูมิ/อันตราย) กำหนดประเภท Racking, ความสูง, ทางเดิน, อุปกรณ์ยก เลือกชั้นผิด → พื้นที่หาย / เสียหายสูง
ปริมาณเข้า-ออก พาเลท/วัน, กล่อง/วัน, รถ/วัน, ชั่วโมงพีค คำนวณจำนวน Dock, Staging, คน/อุปกรณ์ รถติดคิว, พื้นที่กองล้น, SLA หลุด
Order Profile สัดส่วน Full Pallet vs Case Pick vs Piece Pick กำหนดรูปแบบ Picking, Packing, Sortation เดินไกล, หยิบช้า, ผิดพลาดสูง
ระบบ (WMS/ERP) ใช้หรือไม่ใช้, วิธีจัดตำแหน่ง (Location), Barcode/RFID ทำให้ Flow เสถียรและวัดผลได้ พึ่งคนจำ, หาของไม่เจอ, สต็อกคลาด
การเติบโต Growth 3–5 ปี, สินค้าใหม่, เพิ่มช่องทางขาย ออกแบบเผื่อขยายและลดการ “ย้ายโกดัง” เต็มเร็ว, ต้องเช่าเพิ่มหลายจุด
หลัก “80/20” ที่ใช้กับโกดังได้จริง
  • โฟกัส SKU ที่หมุนเร็ว (Fast movers) ก่อน
  • จัดตำแหน่งใกล้จุดหยิบ/จ่ายออก ลดระยะเดิน
  • แยกเส้นทางงานพีคออกจากงานช้า
สิ่งที่หลายคนมองข้าม (แต่ทำให้ระบบล่ม)
  • พื้นที่ Rework/ตรวจคุณภาพ (QC Hold)
  • พื้นที่ Returns / Reverse Logistics
  • พื้นที่วัสดุสิ้นเปลือง/อะไหล่/ซ่อมบำรุง (MRO)
  • พื้นที่ขยะ/พาเลทเปล่า/รีไซเคิล
Flow Strategy

3) เลือก Flow ให้ถูก: U-Flow, I-Flow, Cross-dock

โกดัง/DC ที่ดีไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกที่ แต่ต้องเลือก “รูปแบบการไหลของงาน” ให้เหมาะกับธุรกิจ ซึ่งโดยหลักนิยม 3 แบบ:

U-Flow (รับเข้า/จ่ายออกฝั่งเดียวกัน)
  • ข้อดี: ประหยัดพื้นที่ด็อก/ลาน, ใช้คน/อุปกรณ์ร่วมกันได้
  • เหมาะกับ: ปริมาณกลาง, มีการ Cross-utilize ทีม
  • ระวัง: ต้องแยกเส้นทาง In/Out ให้ชัด ลดการตัดกัน
I-Flow (รับเข้า-จ่ายออกคนละฝั่ง)
  • ข้อดี: แยก In/Out ชัด ลดปะทะ เหมาะงานหนัก/ปริมาณสูง
  • เหมาะกับ: DC ปริมาณมาก, เวลาพีคชัดเจน
  • ระวัง: ต้องวางผังให้ระยะไหลไม่ยาวเกินจำเป็น
Cross-dock (ไหลผ่านเร็ว สต็อกต่ำ)
  • ข้อดี: ลดพื้นที่สต็อกและลดเงินจม
  • เหมาะกับ: กระจายสินค้ารายวัน, e-commerce/retail บางแบบ
  • ระวัง: ต้องออกแบบ Staging/Sortation ดีมาก ไม่งั้น “ตัน” ง่าย

3.1 Process Map (แผนผังกระบวนการ) ที่ควรทำก่อนวางผังจริง

ทำ Process Map แบบสั้นแต่ครบ โดยเขียน “ลำดับงานจริง” ตั้งแต่รถมาถึง → ตรวจรับ → จัดเก็บ → หยิบ → แพ็ค → โหลด → ส่งออก และระบุจุดที่ “ต้องหยุด” หรือ “ต้องตรวจ” เช่น QC, ชั่งน้ำหนัก, ถ่ายรูป, พิมพ์ฉลาก, สแกนบาร์โค้ด

[INBOUND] Truck Arrive → Check-in → Dock Assign → Unload → Count/Scan → QC Hold (if any) → Putaway → Storage [OUTBOUND] Order Release → Pick (Pallet/Case/Piece) → Consolidate → Pack/Label → Sort → Stage → Load → Dispatch [CROSS-FUNCTION] Returns → Inspect → Rework/Restock → Scrap/Recycle
U-Flow I-Flow Cross-dock Receiving Shipping Storage / Picking จุดเสี่ยง: In/Out ชนกันถ้าไม่แยกเลน Receiving Shipping Storage / Picking เหมาะงานปริมาณสูง แยก In/Out ชัด In Dock Out Dock Sort / Stage หัวใจ: Staging/Sortation ต้อง “พอดี”
แผนภาพแนวคิด (สร้างใหม่ด้วย SVG): เลือก Flow ให้สอดคล้องปริมาณงานและรูปแบบรับ-จ่าย
Zoning

4) Zoning แบบมืออาชีพ: แบ่งพื้นที่ให้ทีมทำงาน “ไม่ตีกัน”

Zoning คือการแบ่งพื้นที่ตามหน้าที่ (Function) เพื่อให้เกิดระเบียบและความเร็วในการทำงาน หลักสำคัญคือ โซนที่ทำงานหนัก/พีค ต้องอยู่ใกล้จุดเชื่อมต่อ (Dock, Packing) และ โซนที่เสี่ยง ต้องแยกชัด (QC Hold, Returns, Hazard)

โครงสร้างโซน (แนะนำสำหรับโกดัง/DC ทั่วไป)
  • Receiving (รับเข้า) + ตรวจนับ/สแกน
  • Inbound Staging (พักของก่อน Putaway)
  • Storage (จัดเก็บหลัก) + Reserve
  • Forward Pick (พื้นที่หยิบเร็ว) ใกล้ Packing
  • Packing/Value-added (แพ็ค/ติดฉลาก/คัด)
  • Outbound Staging (จัดคิวโหลด)
  • Shipping (จ่ายออก) + เอกสาร
  • Returns/QC Hold (คืน/กักกันตรวจ)
เทคนิคจัดโซนให้ “ไหลลื่น”
  • วาง Fast movers ใกล้จุดหยิบ/แพ็ค
  • แยกทางเดินคน (Pedestrian) ออกจากทางรถยก
  • ออกแบบ Buffer เผื่อช่วงพีค (ไม่ต้องวิ่งแก้หน้างาน)
  • กำหนด “จุดตัด” ให้น้อยที่สุด และต้องมองเห็นชัด
  • ทำป้าย/สีโซนตั้งแต่วันแรก (ช่วยลดผิดพลาดทันที)

4.1 ตัวอย่าง Zoning สำหรับธุรกิจยอดนิยม

ประเภทธุรกิจ โซนที่ต้องมีเพิ่ม จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
E-commerce Piece Pick, Packing Line, Sortation, Returns แพ็ค/คัดแยกตันง่าย ต้องเผื่อพื้นที่+ไฟ+สายพาน
อาหาร/ยา QC/QA, Temperature Zone, Hygiene area การแยกพื้นที่สะอาด, การควบคุมอุณหภูมิ/ความชื้น
ชิ้นส่วนเครื่องจักร Heavy Duty Staging, Overhead Crane corridor พื้นรับน้ำหนัก, ทางวิ่งเครน/รถยก, จุดโหลดหนัก
Cross-dock Staging Grid, Sort, Time-slot check-in ต้องคุมคิวรถ/เวลา และป้ายช่อง staging ให้ชัด
ภาพประกอบพื้นที่แพ็คและคัดแยก
ภาพประกอบแนวคิด: พื้นที่ Packing/Sortation คือคอขวดอันดับต้น ๆ หากวางผังไม่รองรับช่วงพีค
Dock & Yard

5) Dock & Yard: จุดคอขวดอันดับ 1 ของโกดัง/DC

ต่อให้ในอาคารจัดของดีแค่ไหน ถ้าหน้าด็อกติดคิว รถเทียบไม่ได้ หรือพื้นลื่น/ระบายน้ำไม่ดี ระบบจะเริ่ม “เสียเวลา” ตั้งแต่นาทีแรกของวัน ดังนั้น Dock/Yard ต้องออกแบบแบบ Operation-first (คิดจากการใช้งานจริง)

สิ่งที่ต้องออกแบบให้ครบ (ไม่ใช่แค่จำนวนประตู)
  • Apron ระยะหน้าด็อกสำหรับถอยเทียบ + วนรถ
  • Staging หน้าด็อก (Inbound/Outbound แยกกัน)
  • ช่องจอดรอ (Queuing) เผื่อช่วงพีค
  • ทางวนรถ (Turning Radius) และจุดกลับรถ
  • พื้นกันลื่น + ระบายน้ำ (สำคัญมากในไทย)
  • ความปลอดภัย คนเดิน/รถยก/รถบรรทุกแยกเลน
Dock Planning “สูตรคิด” แบบผู้บริหารเข้าใจง่าย
  • เริ่มจาก รถ/วัน และ เวลาเทียบเฉลี่ย ต่อคัน
  • คูณด้วย ชั่วโมงทำงานจริง (ไม่ใช่เวลาบนกระดาษ)
  • ใส่ Peak Factor (ช่วงพีค) และ Buffer 10–30%
  • ตัดสินใจว่าจะแยก In/Out หรือใช้ร่วม (ตาม Flow)

5.1 มาตรฐานเชิงปฏิบัติ (Practical Rules of Thumb)

  • อย่าให้ Dock เป็น “คอขวด”: ถ้าช่วงพีคต้องรอคิวเกิน 15–20 นาที แปลว่าพื้นที่หรือระบบคิวไม่พอ
  • Staging หน้าด็อกต้อง “พอดี”: เล็กไป = กองล้นทางเดิน, ใหญ่ไป = เปลืองพื้นที่หยิบ/จัดเก็บ
  • แยกเส้นทางรถยกกับคนเดิน: ทำทางคน + รั้วกันชน + จุดข้ามที่มองเห็น
  • พื้นหน้าด็อกควรกันลื่น และมี Slope/Drain ที่ไม่ทำให้น้ำขังหน้าประตู
Warehouse / DC Dock + Apron Dock Door #1 Dock Door #2 Dock Door #3 Dock Door #4 Inbound Staging Outbound Staging Truck Loop (One-way) Pedestrian Safe Lane + Crossing Points แนวคิด: แยก In/Out Staging • ออกแบบทางวนรถ • กันพื้นที่คนเดิน • ลดจุดตัดกัน
แนวคิด Dock/Yard (สร้างใหม่ด้วย SVG): ลดคอขวดด้วยการวาง Staging + เส้นทางรถ + เลนคนเดินให้ชัดเจน
Storage & Racking

6) Storage & Racking: เลือกชั้นให้เหมาะ ไม่ใช่เลือกเพราะ “ถูก”

เป้าหมายของ Storage ไม่ใช่แค่ “เก็บได้เยอะ” แต่ต้อง “หยิบได้เร็ว” และ “ปลอดภัย” การเลือกประเภทชั้นวาง (Racking) และขนาดทางเดิน (Aisle) มีผลต่อทั้ง CAPEX (ค่าลงทุน) และ OPEX (ค่าปฏิบัติการ)

ตัวเลือก Racking ที่ใช้บ่อย
  • Selective Rack: ยืดหยุ่นสูง เข้าถึงทุกพาเลท
  • Double Deep: ความหนาแน่นสูงขึ้น แต่หยิบลึก
  • Drive-in / Drive-through: หนาแน่นมาก เหมาะ SKU น้อย/ล็อตใหญ่
  • VNA (Very Narrow Aisle): ใช้ทางเดินแคบ ต้องรถเฉพาะ
  • Mezzanine: เพิ่มพื้นที่ชั้นลอยสำหรับงานชิ้น/แพ็ค
หลักตัดสินใจแบบเร็ว (Executive View)
  • SKU หลากหลาย + ต้องเข้าถึงเร็ว → Selective
  • SKU น้อย + ล็อตใหญ่ → Drive-in/Drive-through
  • ค่าแรงแพง/ต้องเร็ว → ลงทุนระบบช่วยหยิบ/จัดเรียง
  • เพดานสูง/PEB เอื้อ → วางแผนความสูงชั้นอย่างปลอดภัย

6.1 จุดที่ต้องคุยกับทีมก่อสร้าง PEB ตั้งแต่ต้น

  • Clear Height และตำแหน่ง Truss/Bracing ต้องไม่ชนความสูงชั้นวาง
  • พื้นต้องรองรับ Point Load ของ Rack + รถยก + น้ำหนักสินค้า
  • แสงสว่าง + ช่อง Skylight ต้องไม่ทำให้เกิดแสงแยงตาคนขับรถยกในทางเดินหลัก
  • การระบายอากาศ/ความร้อนในโกดังสูงมีผลต่อความสบายและ Productivity
ภาพประกอบชั้นวางพาเลทและทางเดินรถยก
ภาพประกอบแนวคิด: การเลือก Racking และ Aisle ที่เหมาะ = ลดระยะทางและลดอุบัติเหตุ
Picking & Packing

7) Picking/Packing/Sortation: ตรงนี้คือ “เครื่องผลิตเงิน” ของ DC

ถ้า DC ของคุณเป็นสาย e-commerce หรือ retail ที่ออเดอร์ถี่ ชิ้นเล็ก และต้องส่งเร็ว ความเร็วจะชนะด้วย “ระบบหยิบ” ไม่ใช่การเพิ่มคนอย่างเดียว

รูปแบบ Picking ที่นิยม
  • Discrete Picking: หยิบทีละออเดอร์ (ง่าย แต่เดินเยอะ)
  • Batch Picking: หยิบรวมหลายออเดอร์แล้วค่อยแยก
  • Zone Picking: แบ่งพื้นที่เป็นโซน ลดการเดินข้ามโซน
  • Wave Picking: จัดเป็นรอบตามเวลารถ/ช่องทางขาย
หลักออกแบบพื้นที่ Packing ที่ “ไม่ตัน”
  • วางโต๊ะแพ็คเป็น Line หรือ U-shape ตามพื้นที่
  • กำหนด “Buffer” ก่อน/หลังแพ็ค (ป้องกันของล้น)
  • เผื่อพื้นที่เครื่องพิมพ์ฉลาก/ชั่งน้ำหนัก/ถ่ายรูป
  • วางเส้นทางกล่อง/พาเลทไม่ตัดทางรถยกหลัก

7.1 ตัวอย่างโฟลว์สำหรับ DC แบบผสม (Pallet + Case + Piece)

Inbound → Reserve Storage → (Replenishment) → Forward Pick Order → Pick (Piece/Case) → Consolidate → Pack/Label → Pallet Pick → Stage Stage → Load → Dispatch
แนวคิดเพิ่ม Productivity แบบไม่เพิ่มคน (อ่านเพิ่ม)
  • ทำ Slotting: เอาของหมุนเร็วไว้ใกล้ Packing
  • ใช้ WMS ให้บอกเส้นทางหยิบ (Pick Path) ลดการเดินย้อน
  • แยก “งานหยิบ” ออกจาก “งานแพ็ค” ลดการสลับกิจกรรม
  • ตั้งมาตรฐานบรรจุภัณฑ์/ขนาดกล่อง ลดเวลาเลือกกล่อง
ภาพประกอบสายพานและคัดแยก
ภาพประกอบแนวคิด: Sortation/Conveyor ช่วยเพิ่ม Throughput แต่ต้องเผื่อพื้นที่+ไฟ+ซ่อมบำรุงตั้งแต่วันออกแบบ
Safety

8) Safety & Compliance: ทำให้ปลอดภัย = ทำให้เร็วขึ้นด้วย

ความปลอดภัยในโกดังไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ “มาตรฐานการทำงาน” ที่ทำให้ทีมทำงานเร็วขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อทุกคนรู้ทางเดิน/ทางรถ/จุดอันตรายชัดเจน จะลดการชะลอและลดเหตุหยุดงาน (Downtime)

หลัก 5 ข้อที่ควรทำเป็นมาตรฐาน
  • แยก Pedestrian กับ MHE (Forklift/Reach Truck) ชัดเจน
  • ทำ Crossing เฉพาะจุดที่มองเห็นได้ และมีป้ายเตือน
  • กำหนดความเร็วรถยก/จุดชะลอ/กระจกโค้ง
  • กันชน Rack + Bollard ป้องกันเสาชน/ชั้นวาง
  • จัด Fire egress และทางหนีไฟให้ไม่ถูกกีดขวาง
สิ่งที่ต้องคุยกับผู้ออกแบบอาคาร PEB/งานระบบ
  • ตำแหน่งประตูหนีไฟ, Exit Sign, ไฟฉุกเฉิน
  • ระบบตรวจจับ/สัญญาณเตือนไฟไหม้ + ทางเดินสาย
  • ระบบระบายควัน/ช่องระบายอากาศ (ตามลักษณะใช้งาน)
  • แสงสว่างตามมาตรฐานพื้นที่ทำงาน
ตัวอย่างมาตรฐานเส้น/ป้าย (Practical Marking Standard)
- เส้นทางรถยก: กำหนดเลนหลัก + เลนรอง, มีจุดหยุดและป้ายจำกัดความเร็ว - เส้นทางคนเดิน: ทำเป็น “ทางปลอดภัย” ต่อเนื่องถึงห้องน้ำ/ออฟฟิศ/จุดพัก - พื้นที่ห้ามวางของ: รอบตู้ไฟ/ประตูหนีไฟ/อุปกรณ์ดับเพลิง - ป้ายโซน: ใช้รหัสโซน (A-B-C) + สี + ภาษาไทย/อังกฤษ (ถ้ามีแรงงานต่างชาติ)
Special Areas

9) พื้นที่พิเศษ: Cold Room / Clean Room / Office / Welfare

โกดังสมัยใหม่มักไม่ใช่แค่ “ที่เก็บของ” แต่เป็นศูนย์ปฏิบัติการที่มีพื้นที่พิเศษหลายอย่าง ถ้าไม่วางไว้ตั้งแต่แรก จะกลายเป็นการแก้หน้างานที่แพงและเสียเวลา

Cold Room / ห้องเย็น (แนวคิดผัง)
  • แยกโซนอุณหภูมิ (Ambient/Chill/Frozen) และออกแบบประตูให้ลดการรั่วเย็น
  • ทำ Ante-room / Air curtain ลดการเกิดไอน้ำและน้ำแข็ง
  • พื้นต้องกันลื่นและรับการใช้งานความชื้นสูง
  • วางเครื่องทำความเย็น/ทางเดินซ่อมบำรุงให้เข้าถึงง่าย
Clean Room / ห้องสะอาด (แนวคิดผัง)
  • กำหนด Grade/มาตรฐาน และเส้นทางคน/วัสดุไม่ปะปน
  • มี Airlock, Changing, Pass box ตามความจำเป็น
  • งานระบบ (MEP) ต้องวางแผนละเอียดมากตั้งแต่แบบ
  • เลือกวัสดุผิวที่ทำความสะอาดง่าย ลดฝุ่นสะสม
Office + Welfare ที่ควรมี (สำหรับทีม DC)
  • พื้นที่วางแผนงาน/หัวหน้างานใกล้หน้างาน
  • ห้องประชุม/อบรมความปลอดภัย
  • Locker/ห้องน้ำ/พื้นที่พัก (ลดการเดินไกล)
  • จุดสแกน/เช็คอิน/จุดแจกอุปกรณ์ PPE
คำเตือนด้านการออกแบบอาคาร
  • อย่าเอาออฟฟิศไปบัง Dock หรือทำให้รถวนยาก
  • ห้องระบบไฟ/ปั๊ม/ตู้ MDB ต้องเข้าถึงง่ายและปลอดภัย
  • ตำแหน่งเสา/ค้ำยันใน PEB ต้องคุยให้ไม่ชนทางเดินหลัก
ภาพประกอบอาคารอุตสาหกรรมพร้อมออฟฟิศ
ภาพประกอบแนวคิด: โกดัง+ออฟฟิศควรออกแบบให้การจราจรและ Dock ทำงานง่าย ไม่ติดขัด
Future-proof

10) ออกแบบเผื่อขยาย (Future-proof): คิดวันนี้เพื่อไม่ต้องเจ็บตัวพรุ่งนี้

ถ้าอาคารเต็มเร็ว คุณจะเสียค่าเช่าหลายจุด, การขนส่งข้ามคลัง, และการบริหารทีมที่ซับซ้อนขึ้น การเผื่อขยายทำได้ 2 ชั้น: (1) เผื่อพื้นที่ และ (2) เผื่อระบบ

เผื่อพื้นที่ (Physical Expansion)
  • เผื่อที่ดินด้านข้างสำหรับต่อเติม Bay อาคาร PEB
  • วางตำแหน่ง Dock ให้เพิ่มจำนวนประตูได้ในอนาคต
  • ออกแบบโครงสร้างหลังคา/รางน้ำให้รองรับการต่อเติม
  • เว้น Corridor สำหรับ MHE/Conveyor ในอนาคต
เผื่อระบบ (Operational Expansion)
  • เผื่อกำลังไฟ/ตู้ MDB/พื้นที่วางเครื่องจักร
  • เตรียม Data/Network สำหรับ WMS, Scanner, CCTV
  • ทำผังโซนแบบ Modular: ย้าย/ขยายได้โดยไม่รื้อใหญ่
  • ตั้ง KPI + วิธีเก็บข้อมูลตั้งแต่วันแรก
เทคนิค “Modular Layout” ที่ใช้ได้จริง
  • ออกแบบเป็น “บล็อกงาน” (Receiving block, Storage block, Packing block) ที่มีขนาดมาตรฐาน
  • กำหนด Main Aisle เป็นแกนหลัก แล้วให้โซนอื่นต่อพ่วงแบบขยายได้
  • ทำระบบป้ายตำแหน่ง (Location Code) ให้เพิ่มได้ไม่ชนกัน
Quick Estimator

11) เครื่องมือคำนวณเร็ว: ประมาณจำนวน Dock & พื้นที่ Staging (เวอร์ชันผู้บริหาร)

เครื่องมือนี้เป็น “การประมาณ” เพื่อใช้คุยและตัดสินใจเบื้องต้น (Concept) ไม่ใช่การออกแบบละเอียดระดับก่อสร้าง แต่ช่วยให้เห็นภาพเร็วว่า ด็อก/สเตจจิ้ง พอหรือไม่ในช่วงพีค

จำนวน Dock Doors (แนะนำ)
พาเลทช่วงพีค (ประมาณ)
พื้นที่ Staging (Min–Max, ตร.ม.)

สมมติฐานพื้นที่ต่อพาเลทใน Staging ≈ 1.6–2.2 ตร.ม./พาเลท (รวมระยะทำงาน) ค่าจริงขึ้นกับประเภทพาเลท/อุปกรณ์/วิธีวาง/ทางเดิน และมาตรฐานความปลอดภัย

สูตรที่ใช้ (โปร่งใส ตรวจสอบได้)
Dock capacity ต่อประตู ≈ (ชั่วโมงทำงานจริง/วัน) / (เวลาเทียบเฉลี่ยเป็นชั่วโมง) Dock doors (base) ≈ รถ/วัน / capacity ต่อประตู Dock doors (recommended) ≈ Dock doors (base) × Peak Factor × 1.10 (buffer) Peak pallets ≈ (รถ/วัน × พาเลท/คัน) × Peak Factor × (Buffer hours / ชั่วโมงทำงานจริง) Staging area (min–max) ≈ Peak pallets × (1.6–2.2) ตร.ม./พาเลท | Avg ≈ Peak pallets × 2.0
Checklist

12) Checklist ครบชุดก่อนเริ่มสร้างโกดัง/DC (ลดความเสี่ยง “งบบาน-ช้า-แก้แบบ”)

ใช้ Checklist นี้เป็น “เอกสารคุยงาน” กับทีมออกแบบ/ผู้รับเหมา/ทีมปฏิบัติการ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน และลดการเปลี่ยนแปลงหน้างานที่แพงที่สุด

A) Business & Operation
  • สินค้า (SKU) + หน่วยจัดเก็บ + เงื่อนไขพิเศษ
  • ปริมาณเข้า-ออก/วัน + ชั่วโมงพีค
  • Order profile: Pallet/Case/Piece
  • เป้าหมาย SLA, Cut-off time, ช่องทางขาย
  • แผนเติบโต 3–5 ปี
B) Layout & Flow
  • เลือก Flow: U / I / Cross-dock
  • Zoning: Receiving, Storage, Pick, Pack, Stage, Shipping
  • เส้นทางคน/รถยกแยกชัด + จุด crossing
  • ตำแหน่ง QC Hold / Returns / Waste
  • พื้นที่พิเศษ: Cold/Clean/Value-added
C) Dock & Yard
  • จำนวนประตู Dock + ขนาดหน้าด็อก + Staging
  • ช่องจอดรอ/คิวรถ + ทางวนรถ + จุดกลับรถ
  • พื้นกันลื่น + ระบายน้ำ + กันชน
  • การจัด Gate/Check-in/รปภ./ชั่งน้ำหนัก (ถ้ามี)
D) Building (PEB) & MEP
  • Clear height, grid เสา, ตำแหน่ง bracing ไม่ชน racking/aisle
  • พื้นรับน้ำหนัก + ความเรียบ (สำคัญกับรถยก/VNA)
  • ไฟส่องสว่าง, ระบบไฟ, สำรองไฟ (ถ้าจำเป็น)
  • ระบบดับเพลิง/ทางหนีไฟ/ป้าย/ไฟฉุกเฉิน
  • Network/CCTV/WMS readiness
Template คำถามที่ควรถามผู้รับเหมา/ผู้ออกแบบ (คัดลอกไปใช้ได้)
1) คุณออกแบบจาก Operation data หรือออกแบบจากขนาดอาคารที่กำหนดไว้แล้ว? 2) คุณมีวิธีตรวจสอบคอขวด (Bottleneck) ตรง Dock/Packing/Picking อย่างไร? 3) คุณคุยเรื่องพื้นรับน้ำหนัก + ความเรียบ + joint layout สำหรับรถยกหรือยัง? 4) ตำแหน่งเสา/ค้ำยันใน PEB จะกระทบทางเดินหลัก/ชั้นวางหรือไม่? 5) ถ้าเพิ่ม Dock/ขยายอาคารใน 2–3 ปี ทำได้อย่างไร งบประมาณประมาณเท่าไหร่? 6) แผน safety: แยกเลนคน/รถ, จุด crossing, fire egress ชัดเจนหรือไม่?
PEB Solution

13) วิธีทำงานแบบ Prime Build (จุดต่างที่ช่วยให้ “คุมงบ+คุมเวลา”)

ในโครงการโกดัง/DC ความเสี่ยงหลักมักเกิดจาก “ข้อมูลไม่ครบ” และ “แบบไม่สอดคล้องการใช้งานจริง” แนวทางที่ได้ผลคือการทำงานแบบ Turnkey Design & Build โดยเริ่มจาก Flow/Operation แล้วค่อยปิดแบบอาคาร PEB + งานระบบ + หน้างานก่อสร้างให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้น

สิ่งที่คุณได้จากแนวทาง “Operation-first + PEB”

1) วาง Layout ให้รองรับ Throughput จริง (ไม่ตันช่วงพีค) • 2) ออกแบบ PEB ให้เข้ากับ Racking/ทางเดิน/ระบบ • 3) ลดแก้แบบหน้างาน • 4) กำหนด Spec/BOQ ชัด เพื่อลดงบบาน • 5) แผนงานก่อสร้างเป็นขั้นตอน คุมเวลาได้

หมายเหตุ: หากคุณมีแปลนที่ดิน/ปริมาณงาน/รายการสินค้า สามารถใช้เป็นฐานในการทำ Layout Concept และค่อยขยายเป็นแบบก่อสร้างได้เร็วขึ้น

13.1 จุดต่างที่ผู้บริหารควรมองหาเมื่อเทียบผู้รับเหมาหรือผู้ออกแบบ

  • เริ่มจาก Flow/Operation แล้วค่อยสรุปขนาดอาคาร (ไม่กลับกัน)
  • รู้เรื่อง Dock/Yard + Safety แบบใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ “วางประตู”
  • คุมแบบ PEB ให้เข้ากับ Racking และเผื่อขยายได้
  • สื่อสารด้วย Checklist/แบบมาตรฐาน เพื่อให้ทีมหน้างานทำงานเร็วและตรง
FAQ

14) FAQ: คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Layout โกดัง/DC

Q1: ถ้ามีที่ดินจำกัด ควรเลือก U-Flow หรือ I-Flow?

ถ้าที่ดินหน้ากว้างจำกัดและต้องประหยัดพื้นที่ด็อก/ลาน U-Flow มักยืดหยุ่นกว่า แต่ต้องออกแบบแยกเลน In/Out และ Staging ให้ชัดมากเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ หากปริมาณงานสูงมากและมีความเสี่ยงรถติดคิว I-Flow อาจคุ้มกว่าในระยะยาว

Q2: ทำไม Staging ต้อง “พอดี” ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ยิ่งดี?

Staging ใหญ่ไปจะกินพื้นที่ Storage/Forward Pick ทำให้เดินไกลขึ้นและต้นทุนต่อออเดอร์เพิ่ม Staging เล็กไปจะทำให้ของล้นทางเดิน เกิดอุบัติเหตุและทำให้ระบบตัน วิธีที่ดีคือออกแบบจาก Peak + Buffer ตามชั่วโมงพีคจริง และกำหนดกฎการใช้พื้นที่ชัดเจน

Q3: โกดัง PEB ควรเผื่อความสูงเท่าไหร่?

ขึ้นกับชนิดสินค้า, Racking, และอุปกรณ์ยก (Reach Truck/VNA) รวมถึงข้อจำกัดโครงสร้าง PEB หลักคือกำหนด “ความสูงชั้นวางที่ปลอดภัย” ก่อน แล้วค่อยคุย Clear Height และตำแหน่งค้ำยัน/โครงหลังคาให้ไม่ชน การเผื่อความสูงอย่างมีเหตุผลช่วยเพิ่มความจุโดยไม่ต้องขยายพื้นที่ดิน

Q4: ถ้าจะทำ Cold Room ภายในโกดัง ต้องคิดอะไรเพิ่ม?

ต้องคิดการแบ่งโซนอุณหภูมิ, การลดการรั่วเย็น (ประตู/Ante-room), ระบบระบายน้ำและพื้นกันลื่น, รวมถึงพื้นที่ซ่อมบำรุง และควรให้ทีมออกแบบอาคาร+งานระบบ+ผู้เชี่ยวชาญห้องเย็นคุยร่วมกันตั้งแต่ Concept เพื่อคุมงบและคุมเวลา

Contact

ติดต่อ / ขอคำปรึกษา (Prime Build)

หากคุณต้องการให้ช่วย “ตีโจทย์ Flow → วาง Layout → สรุป Concept อาคาร PEB” เพื่อให้คุมงบและคุมเวลาได้ตั้งแต่ต้น คุณสามารถใช้ข้อมูลชุดเล็ก ๆ (ปริมาณรถ/วัน, SKU, รูปแบบออเดอร์, แบบที่ดิน) เพื่อเริ่มประเมินแนวคิดได้ทันที

ช่องทางติดต่อ
  • โทร: 083 7777 433
  • Email: primebuildplus@gmail.com
  • ที่ตั้ง: 37/237 หมู่ที่ 7 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
  • Address (EN): 37/237 Moo7 KHLONG SONG Sub-district, KHLONG LUANG District, PATHUM THANI 12120
ข้อมูลที่แนะนำให้ส่งมา (เพื่อประเมินเร็ว)
  • รูป/ผังที่ดิน + ข้อจำกัดเข้า-ออก
  • รถ/วัน + ชั่วโมงพีค + เวลาเทียบเฉลี่ย
  • สัดส่วน Pallet/Case/Piece และความต้องการ Packing
  • ความสูงที่ต้องการ/ข้อจำกัดพื้นที่ใกล้เคียง
  • เป้าหมาย SLA และแผนเติบโต 3–5 ปี

พร้อมเริ่มต้นแบบมืออาชีพ

แนวทางที่แนะนำ: ใช้ Checklist + Quick Estimator ในหน้านี้ → สรุป Concept Layout → ปิดแบบ PEB และงานระบบ → วางแผนก่อสร้างให้ตรงเวลา