1) ทำไม “พื้น” คือจุดคุ้ม/ไม่คุ้มของโครงการ
ในโกดังและโรงงาน พื้นคือสิ่งที่ถูกใช้งานหนักที่สุดทุกวัน: รถยกวิ่ง, พาเลทวาง, แร็ครับน้ำหนัก, เครื่องจักรสั่นสะเทือน, รถบรรทุกเทียบ Dock, น้ำและสารเคมีทำความสะอาด ถ้าพื้นมีปัญหา Operation จะสะดุดทันที และค่าซ่อมมักสูงกว่าที่คิด เพราะต้องหยุดพื้นที่ใช้งาน
- แตกร้าว/โก่งตัว — ดิน/ชั้นรองพื้นไม่แน่น, บ่มไม่ดี, joint ไม่เหมาะ, เทเป็นแผงใหญ่เกิน
- ฝุ่น/ผิวลอก (dusting/spalling) — ผิวหน้าอ่อน, curing ไม่ถูก, ใช้งานเร็วเกิน, น้ำผสมมาก, finishing ผิดเวลา
- ขอบ joint พัง — ไม่มี dowel/load transfer, ใช้ forklift หนัก, joint กว้าง/ไม่ซีล
- พื้นไม่เรียบ — กระทบ VNA/stacker, รถยกสั่น, โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่ม
- อย่าดูแค่ “เทหนา” ให้ดู ระบบพื้นทั้งชุด: subgrade + subbase + slab + joints + curing + flatness
- กำหนด Acceptance Criteria ไว้ในสัญญา: ความเรียบ, กำลังอัด, การทดสอบ compaction, เวลาเปิดใช้งาน
- คิดแบบ TCO: ค่าแก้ไข/หยุดงาน + ค่า maintenance + ความเสียหายกับสินค้า/รถ
2) รู้จักโหลด: Forklift / Rack / Machine (อย่าคุยแบบเดา)
การออกแบบพื้นอุตสาหกรรมเริ่มจาก “โหลดจริง” ไม่ใช่ประโยคกว้าง ๆ เช่น รับได้ 3 ตัน/ตร.ม. เพราะในหน้างาน โหลดที่ทำให้พื้นพังมักเป็น โหลดล้อ (wheel load) และ โหลดขาแร็ค (rack leg load) ที่เป็นแรงกดเฉพาะจุด
| ประเภทโหลด | ตัวอย่าง | ทำไมสำคัญ |
|---|---|---|
| Uniform Load แรงกระจาย |
เก็บสินค้าเต็มพื้น, พาเลทวางแน่น ๆ | ใช้ประเมินภาพรวม แต่ไม่พอสำหรับ forklift/rack |
| Wheel Load แรงล้อรถ |
Forklift (รถยก) / Reach Truck / Stackers | แรงกดสูงมากเฉพาะจุด + มีแรงกระแทก/เบรก/เลี้ยว |
| Point Load แรงจุด |
เครื่องจักรหนัก, ฐานเครื่อง, เสาตู้แร็ค, ขา mezzanine | พื้นแตกร้าวรอบจุดรับแรง ถ้าไม่เสริม/หนาให้เหมาะ |
| Dynamic/Impact แรงสั่น/กระแทก |
เครื่องปั๊ม, stamping, forklift วิ่งเร็ว, drop pallet | ทำให้ fatigue / spalling / joint failure เร็วขึ้น |
- Forklift รุ่นอะไร? น้ำหนักรถ + น้ำหนักบรรทุกสูงสุด? ล้อแบบยางตัน/ยางลม? จำนวนล้อรับน้ำหนัก?
- ระบบจัดเก็บ: Selective / Drive-in / VNA / ASRS? Rack leg load ต่อขาเท่าไร?
- มีเครื่องจักร/จุดรับแรงพิเศษไหม? จุดไหนต้องการพื้นหนา/เสริมเพิ่ม?
- ต้องการความเรียบระดับไหน (FM/FF/FL)? โดยเฉพาะถ้ามี VNA/stacker crane
3) ส่วนประกอบพื้นอุตสาหกรรม (Slab on Ground – SOG)
พื้นที่ดีไม่ได้หมายถึง “คอนกรีตดี” อย่างเดียว แต่หมายถึง ระบบชั้นรองทั้งหมด ทำงานร่วมกัน แนวคิดหลักคือ: พื้น = แผ่นคอนกรีต + ฐานรอง (support)
- Subgrade: ค่าการทรุด, ความสม่ำเสมอ, การปรับระดับ/ถม/บดอัด
- Subbase: วัสดุรองพื้น (หินคลุก/หินบด) + %Compaction + ความหนา
- Vapor Barrier: ลดความชื้นขึ้นพื้น (สำคัญกับ epoxy, cold room, clean room)
- Concrete Mix: กำลังอัด + workability + shrinkage control
- Reinforcement: mesh/rebar/fiber เพื่อควบคุมรอยร้าว/การเปิดรอย
- Joint: ตำแหน่ง/ระยะ/การตัดรอย + dowel/load transfer + sealant
- Curing: ตัวแปรที่คนมองข้าม แต่ส่งผลต่อฝุ่นและความทนทาน
4) วิธีเลือกสเปกพื้นแบบมืออาชีพ (ไม่ให้ “งบพุ่ง” และไม่ให้ “พื้นพัง”)
ถ้าคุณอยากได้สเปกพื้นที่คุมงบและใช้งานได้จริง ให้ใช้กรอบคิด 4 ขั้นนี้
- ประเภทสินค้า/น้ำหนักสูงสุดต่อพาเลท
- ประเภทและรุ่น forklift / reach truck (น้ำหนักรถ + payload)
- ประเภทแร็ค + โหลดต่อขา (leg load) + ความหนา base plate
- ตำแหน่งเครื่องจักร/จุดรับแรงพิเศษ/การสั่น
- พื้นที่เสี่ยง: Dock, ทางเลี้ยว, ช่องแคบ, จุดเบรก
- ผลทดสอบดิน (ถ้ามี): CBR/Plate load/Soil report
- กำหนด subbase ที่เหมาะ + วิธีควบคุม compaction
- แก้ปัญหาดินอ่อนด้วยแนวทางที่คุ้ม: ปรับชั้นรอง/เสริม geotextile/ปรับระดับน้ำ
- ความหนา slab ให้เหมาะกับ wheel/point load (ไม่เดา)
- เลือก reinforcement: mesh/rebar/fiber หรือผสมกัน
- ถ้าต้องการลดรอยต่อ: พิจารณา jointless / fiber + shrinkage control พร้อมวิธีเทและบ่มที่เข้มขึ้น
- กำหนดความเรียบ (FF/FL หรือ FM) ตามการใช้งานจริง
- เกณฑ์ compaction และความหนา subbase
- กำลังอัดคอนกรีต + slump + test cube/cylinder
- flatness/levelness (โดยเฉพาะ VNA)
- แผน curing + ระยะเวลาเปิดใช้งานจริง
- รายละเอียด joint: spacing, saw-cut timing, sealant, dowel
4.1 ตัวอย่างระดับสเปกพื้น (เพื่อ “คุยให้รู้เรื่อง” ไม่ใช่เพื่อยึดเป็นมาตรฐาน)
| ระดับใช้งาน | ลักษณะงาน | จุดโฟกัส | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| Light | โกดังเก็บของเบา, รถเข็น/คนเดิน, forklift เล็กใช้น้อย | คุม subbase + curing ให้ดี ลดฝุ่น | อย่าใช้คำว่า “3 ตัน/ตร.ม.” แทน wheel load |
| Medium | Warehouse/DC ทั่วไป, forklift ใช้ประจำ, selective rack | joint detail + flatness + rack leg load | จุดเลี้ยว/เบรก/หน้าด็อกเสี่ยง spalling |
| Heavy | เครื่องจักรหนัก, high bay, VNA, รถหนัก/งานกระแทก | ออกแบบเฉพาะจุด + ลด joint + QC เข้ม | ต้องมีข้อมูลใช้งานละเอียด และทีมควบคุมงานที่เข้าใจพื้นอุตสาหกรรม |
หมายเหตุ: ค่าความหนา/เหล็กเสริมที่เหมาะสมต้องคำนวณจากข้อมูลจริงและสภาพดิน ผลลัพธ์อาจต่างกันมากแม้อาคารขนาดใกล้เคียงกัน
5) เครื่องคิดเลขโหลดเร็ว (Quick Estimator) – เพื่อ “เห็นภาพ” ตอนคุยสเปก
เครื่องมือด้านล่างช่วยประเมินเบื้องต้นว่าโหลดที่กำลังพูดถึงเป็น โหลดเฉพาะจุดสูง หรือไม่ ใช้เพื่อ “สื่อสาร” กับทีมออกแบบ/ผู้รับเหมาให้เร็วขึ้น ไม่ใช่ทดแทนการออกแบบวิศวกรรม
- Wheel load สูง = ต้องระวัง joint spalling และ “การถ่ายแรงผ่านรอยต่อ” (dowel/load transfer)
- Rack pressure สูง = อาจต้องทำ thickened slab / เสริมเหล็กเฉพาะจุด / เพิ่ม base plate
- สรุปสุดท้ายต้องดูร่วมกับ สภาพดิน + ความหนา slab + รายละเอียด reinforcement
6) รอยต่อ (Joint) และการคุมรอยร้าว: จุดที่มักทำให้พื้นพัง
คอนกรีต “ต้องหดตัว” เมื่อแห้งและเกิดความร้อน-เย็น ดังนั้นรอยร้าวจะเกิดเสมอในระดับหนึ่ง หน้าที่ของวิศวกรคือทำให้รอยร้าวเกิด “ในตำแหน่งที่คุมได้” และไม่ส่งผลต่อการใช้งาน
- Contraction Joint (รอยตัดคุมร้าว): ตัดให้เกิดร้าวใต้รอยในตำแหน่งที่กำหนด
- Construction Joint (รอยต่อเท): จุดหยุดเท/เริ่มเท ต้องจัดให้รับแรงและไม่กระทบการวิ่งรถ
- Isolation Joint (แยกตัว): แยกระหว่างพื้นกับเสา/ผนัง/ฐานเครื่อง เพื่อลดการดันกัน
6.1 สิ่งที่ควรกำหนดให้ชัดในแบบ/สเปก
- จัดผัง joint ให้สอดคล้องกับ grid อาคาร/ตำแหน่งเสา/ช่องเปิด
- หลีกเลี่ยง panel รูปทรงแปลก (L-shape) เพราะคุมร้าวยาก
- วาง joint ไม่ให้ทับทางวิ่งหลัก/ทางเลี้ยวของ forklift ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องเสริม detail
- ตัดรอยเร็วเกินไป = ขอบร่อน / ตัดช้าเกินไป = ร้าวสุ่ม
- การบ่ม (curing) มีผลต่อ shrinkage และความทนทานของผิวหน้า
- กำหนดแผนงานและเวลาตัดรอย “ตามสภาพอากาศจริง” ไม่ใช่สูตรเดียวทุกไซต์
7) ผิวหน้า: กันฝุ่น กันสึก กันสารเคมี (เลือกให้ตรงธุรกิจ)
ผิวหน้าพื้นคือสิ่งที่สัมผัสกับล้อรถ/สินค้า/สารเคมีโดยตรง ถ้าผิวหน้าไม่เหมาะ จะเกิดฝุ่นและการสึกเร็ว แม้ slab จะหนาและแข็งแรง
เพิ่มความทนสึก ลดฝุ่น เหมาะกับโกดัง/DC
- ต้องคุม timing การโรยและขัด
- ต้องบ่มให้ดีเพื่อป้องกันฝุ่น
ภาพลักษณ์ดี ทำความสะอาดง่าย
- เหมาะกับ showroom/warehouse ที่ต้องการความเรียบร้อย
- ต้องควบคุมความเรียบและคุณภาพผิวตั้งแต่เท
กันสารเคมี/กันฝุ่นสูง (อาหาร/ยา)
- ต้องคุมความชื้นพื้น (vapor barrier สำคัญ)
- ต้องเตรียมผิวด้วย grinding/shot blast
8) เคสพิเศษ: DC Dock / ห้องเย็น / Clean Room
- มีแรงกระแทกจากรถบรรทุกและรถยก + น้ำ/ความชื้น
- ควรทำ detail รอยต่อ + load transfer ให้เหมาะ
- พิจารณาผิวกันลื่น/ทนสึก และ slope ระบายน้ำ
- ต้องคุม ไอน้ำ/การควบแน่น และการยกตัวจากน้ำแข็ง (frost heave) ในบางระบบ
- ระบบฉนวน + vapor barrier สำคัญมาก
- ต้องคิดรอยต่อและการเคลื่อนตัวจากอุณหภูมิ
- พื้นต้อง ไม่เกิดฝุ่น และทำความสะอาดง่าย
- ระบบผิว (PU/Epoxy) ต้องสัมพันธ์กับความชื้นและการเตรียมผิว
- ควรทำ mock-up และทดสอบก่อนปูเต็มพื้นที่
- แยกฐานเครื่อง (machine foundation) จากพื้นหลักด้วย isolation joint
- พิจารณา thickened slab/เสริมเหล็กเฉพาะจุด
- กำหนดพื้นที่ติดตั้ง/ยกเครื่อง และ route รถเครน/รถยก
9) QC/Acceptance ที่ควรกำหนดในสัญญา (เพื่อคุมคุณภาพได้จริง)
พื้นอุตสาหกรรมไม่ควรจบที่ “เทเสร็จ” แต่ควรมีเกณฑ์ตรวจรับ (Acceptance) ที่ชัด เพื่อให้คุณคุมความเสี่ยงก่อนส่งมอบ ไม่ใช่แก้ตอนใช้งานแล้ว
| รายการ QC | ทำอะไร | ผลกระทบถ้าไม่ทำ |
|---|---|---|
| Compaction & Subbase | ตรวจ %บดอัด, ความหนา, ความชื้นเหมาะสม, ความเรียบของชั้นรอง | ทรุดตัว/แตกร้าว/พื้นโก่ง |
| Concrete QA | Slump, อุณหภูมิ, ตัวอย่างทดสอบกำลังอัด, คุมปริมาณน้ำ | ผิวอ่อน เกิดฝุ่น/ลอก, กำลังต่ำ |
| Flatness / Levelness | วัดความเรียบตามมาตรฐานที่กำหนด (โดยเฉพาะ VNA) | รถยกสั่น, เสี่ยงอุบัติเหตุ, ประสิทธิภาพลด |
| Joint & Saw-cut | ตรวจตำแหน่ง/ระยะ, เวลา cut, ซีล joint, load transfer | ขอบ joint พัง, ร้าวสุ่ม, ซ่อมแพง |
| Curing Plan | กำหนดวิธีบ่ม/ระยะเวลา/การป้องกันการใช้งานก่อนกำหนด | ฝุ่น/ลอก/แตกร้าวเพิ่ม |
10) Owner Checklist ก่อนคุยผู้รับเหมา (คุยครั้งเดียวรู้เรื่อง)
- ชนิดสินค้า/น้ำหนักสูงสุดต่อพาเลท
- Forklift รุ่น/ขนาด/ยาง/การใช้งานต่อวัน (ชั่วโมง)
- ผังการวิ่ง: ทางหลัก/จุดเลี้ยว/จุดเบรก/ทางลาด
- ความต้องการความสะอาด: อาหาร/ยา/clean area?
- ชนิดแร็ค + leg load + base plate
- มี mezzanine/ชั้นลอย/ฐานเครื่องไหม?
- จุดรับแรงพิเศษ: เครื่องจักรหนัก, drop zone, รถบรรทุกเทียบ dock
- ต้องการความเรียบพิเศษ (VNA/ASRS)?
- ผลทดสอบดิน/รายงานดิน (ถ้ามี)
- ประวัติน้ำท่วม/ระดับน้ำใต้ดิน
- ความต้องการยกระดับพื้นที่/ถมดิน
- ข้อจำกัด site: ทางเข้า-ออก, ลำเลียงวัสดุ, พื้นที่เท
- กำลังอัดขั้นต่ำ + อายุคอนกรีตก่อนเปิดใช้งาน
- ความเรียบ/ระดับ (FF/FL หรือ FM)
- การกันฝุ่น/ผิวหน้า (hardener/epoxy/PU)
- แผนบำรุงรักษา/การซ่อมรอยต่อ
11) Prime Build ทำให้พื้น “จบงาน” ได้อย่างไร (แตกต่างจากการจ้างแยกหลายเจ้า)
ในหลายโปรเจกต์ เจ้าของโครงการจ้างแยก: ผู้รับเหมาถมดิน, ผู้รับเหมาพื้น, ผู้รับเหมาโครงสร้าง, ผู้รับเหมางานระบบ ผลลัพธ์คือ “รอยต่อความรับผิดชอบ” มากขึ้น และพื้นมักพังจากงานที่ไม่เชื่อมกัน เช่น subbase ไม่ได้มาตรฐานแต่รีบเทพื้น
- ออกแบบสเปกพื้นตาม Operation (ไม่เดา) และทำให้เทียบราคาได้ชัด
- ทำ Method Statement ตั้งแต่ subbase → pour → finishing → curing → joints
- QC หน้างาน โดยทีมที่เข้าใจงานโกดัง/โรงงานจริง ลดการแก้ไข
- เชื่อมงานพื้นกับอาคาร PEB: dock, yard, drainage, expansion joint, MEP penetration
- ส่งข้อมูลตาม checklist (10 นาที)
- ทีมวิศวกรช่วยสรุปแนวทางสเปกพื้น + งบประมาณช่วงราคา
- ถ้าต้องการ: นัดดูพื้นที่/วาง concept อาคาร PEB + yard + dock
FAQ
พื้นโกดังต้องกำหนดความเรียบ (FF/FL หรือ FM) เมื่อไร?
ถ้ามีระบบจัดเก็บสูง/ทางเดินแคบ (VNA) หรือระบบอัตโนมัติ (ASRS) ควรกำหนดตั้งแต่ต้น เพราะส่งผลต่อวิธีเทพื้นและเครื่องมือวัด สำหรับโกดังทั่วไปอาจกำหนดระดับมาตรฐานที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยและการวิ่งรถยก
พื้นแตกร้าวแล้วต้องซ่อมอย่างไร?
ต้องแยกชนิดรอยร้าวก่อน: รอยร้าวหดตัว/รอยร้าวจากทรุด/รอยร้าวโครงสร้าง วิธีซ่อมต่างกัน ตั้งแต่ epoxy injection, routing & sealing, ไปจนถึง cutting & replacement แต่ที่สำคัญคือแก้ “สาเหตุ” เช่น subbase/น้ำ/รอยต่อ ไม่ใช่แค่อุดรอยแล้วจบ
ควรเลือกไฟเบอร์แทนเหล็กเสริมไหม?
ไฟเบอร์ช่วยควบคุมการเปิดรอยร้าวและลดเหล็กตะแกรงบางส่วนได้ในบางระบบ แต่ต้องพิจารณาโหลด, joint, การผสม/การเท และความเสี่ยงต่อการกระจายไฟเบอร์ไม่สม่ำเสมอ ทางเลือกที่คุ้มสุดคือ “ออกแบบตามโจทย์จริง” ไม่ยึดว่าวัสดุใดดีที่สุดเสมอ